เครื่องสกัดคอนกรีต ประเภท วิธีเลือก และข้อควรรู้ก่อนซื้อ
ทำความเข้าใจเครื่องสกัดคอนกรีตและบทบาทในงานก่อสร้าง
เครื่องสกัดคอนกรีต หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Concrete Breaker หรือ Demolition Hammer เป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับงานรื้อถอนและงานก่อสร้างในประเทศไทย อุปกรณ์นี้ทำหน้าที่ทำลายโครงสร้างคอนกรีตเดิมด้วยแรงกระแทกความถี่สูง ไม่ว่าจะเป็นการรื้อพื้น ทุบผนัง เจาะถนน หรือขุดร่องวางท่อ
หลักการทำงานของเครื่องสกัดอาศัยกลไกการสร้างแรงกระแทกซ้ำๆ ผ่านหัวสกัดที่มีความแข็งแรงสูง แรงกระแทกที่เกิดขึ้นจะส่งผ่านไปยังพื้นผิวคอนกรีต ทำให้เกิดรอยแตกร้าวและแตกหักออกเป็นชิ้นๆ ความถี่และพลังงานของแรงกระแทกเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพในการทำงาน
งานก่อสร้างในประเทศไทยมีความต้องการใช้หัวสกัดคอนกรีตหลากหลายขนาดและประเภท ตั้งแต่รุ่นขนาดเล็กสำหรับงานซ่อมแซมในบ้านไปจนถึงรุ่นขนาดใหญ่สำหรับงานรื้อถอนอาคารหรืองานถนน การเลือกเครื่องให้เหมาะสมกับลักษณะงานจึงส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงาน
ประเภทของเครื่องสกัดคอนกรีตที่ใช้งานในภาคก่อสร้าง
ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อหรือเช่า ควรทำความเข้าใจประเภทและหลักการทำงานของเครื่องสกัดแต่ละชนิดให้ถ่องแท้ก่อน เพราะแต่ละประเภทมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
เครื่องสกัดไฟฟ้า (Electric Demolition Hammer)
เครื่องสกัดไฟฟ้าทำงานโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนกลไกสร้างแรงกระแทก เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับงานในอาคารหรือพื้นที่ที่มีไฟฟ้าเข้าถึง เนื่องจากความสะดวกในการใช้งานและไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เสริมอื่น
จุดเด่นของเครื่องสกัดไฟฟ้าอยู่ที่ความคล่องตัวและความสะดวกในการขนย้าย น้ำหนักเบากว่าระบบลม เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่จำกัดหรือที่ต้องยกเครื่องขึ้นที่สูง ระดับเสียงขณะทำงานอยู่ที่ประมาณ 85-95 เดซิเบล ซึ่งดังน้อยกว่าระบบลมเล็กน้อย
พลังกระแทกของเครื่องสกัดคอนกรีตแบบไฟฟ้าอยู่ในช่วง 10-70 Joules ขึ้นอยู่กับขนาดและรุ่น รุ่นขนาดเล็ก 10-20 Joules เหมาะกับงานเบาอย่างการรื้อกระเบื้อง ส่วนรุ่น 40-70 Joules สามารถรับมือกับงานทุบพื้นคอนกรีตหนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหมาะสำหรับ:
- งานซ่อมแซมและปรับปรุงในอาคาร
- การรื้อพื้นกระเบื้องและพื้นคอนกรีตบาง
- งานที่ต้องการความคล่องตัวสูง
- พื้นที่ที่มีไฟฟ้าแต่ไม่มีระบบลมอัด
เครื่องสกัดลม / เครื่องแย๊กลม (Pneumatic Jack Hammer)
เครื่องแย๊กลมหรือPneumatic Breakerทำงานโดยใช้ลมอัดจากเครื่องปั๊มลมเป็นแหล่งพลังงาน เป็นตัวเลือกหลักสำหรับงานรื้อถอนขนาดใหญ่และงานก่อสร้างภาคสนามที่ต้องการกำลังสูง
ข้อได้เปรียบหลักของระบบลมคือพลังกระแทกที่สูงกว่า สามารถทำงานต่อเนื่องได้นานโดยไม่มีปัญหาความร้อนสะสมเหมือนมอเตอร์ไฟฟ้า และมีความทนทานสูงในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น ความชื้น หรือน้ำ
พลังกระแทกของหัวสกัดคอนกรีตแบบลมอยู่ในช่วง 50-150 Joules หรือมากกว่า เหมาะสำหรับงานรื้อถอนคอนกรีตหนา งานถนน หรืองานเหมืองแร่ ความถี่กระแทกอยู่ที่ 900-1,500 ครั้งต่อนาที ขึ้นอยู่กับแรงดันลมที่จ่ายเข้าเครื่อง
เหมาะสำหรับ:
- งานรื้อถอนอาคารและโครงสร้างขนาดใหญ่
- งานถนนและทางหลวง
- งานก่อสร้างภาคสนามที่ไม่มีไฟฟ้า
- งานที่ต้องการกำลังสูงและทำงานต่อเนื่อง
การคำนวณขนาดเครื่องสกัดคอนกรีตด้วยค่าพลังกระแทก
Joules หรือหน่วยวัดพลังงานกระแทกต่อครั้ง เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สุดในการเลือกขนาดเครื่องให้เหมาะสมกับความหนาและความแข็งของคอนกรีตที่ต้องการทำลาย ยิ่ง Joules สูง ยิ่งสามารถรับมือกับงานหนักได้ดี
การเลือกขนาดเครื่องต้องพิจารณาจากลักษณะงานเป็นหลัก งานรื้อกระเบื้องหรือปูนฉาบต้องการเพียง 10-20 Joules งานทุบพื้นคอนกรีตหนา 10-15 เซนติเมตรต้องการ 30-50 Joules ส่วนงานรื้อถอนคอนกรีตเสริมเหล็กหรืองานถนนต้องการ 60 Joules ขึ้นไป
นอกจากพลังกระแทกแล้ว ยังต้องพิจารณาน้ำหนักเครื่องด้วย เครื่องที่หนักกว่าจะมีแรงกดทับที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสกัด แต่ก็ทำให้ผู้ใช้เหนื่อยเร็วกว่า การเลือกน้ำหนักที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงระยะเวลาการทำงานและท่าทางการใช้งานด้วย
สำหรับเครื่องแย๊กลมต้องพิจารณาความต้องการลมอัด (CFM) ด้วย เครื่องขนาดใหญ่อาจต้องการลม 70-90 CFM ซึ่งต้องใช้เครื่องอัดอากาศขนาดใหญ่พอสมควร การวางแผนระบบลมให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับงานที่ใช้หัวสกัดแบบลม
หลักการเลือกเครื่องสกัดคอนกรีตตามประเภทงาน
งานซ่อมแซมและปรับปรุงในอาคาร
งานในอาคารมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งพื้นที่แคบ การระบายอากาศจำกัด และความกังวลเรื่องเสียงรบกวนผู้อาศัยข้างเคียง เครื่องสกัดไฟฟ้าขนาดกลางจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับงานประเภทนี้
พลังกระแทกที่แนะนำสำหรับงานในอาคารอยู่ที่ 20-40 Joules ซึ่งเพียงพอสำหรับการรื้อพื้นกระเบื้อง ทุบผนังบางส่วน หรือขยายช่องประตูหน้าต่าง น้ำหนักเครื่องควรอยู่ในช่วง 5-15 กิโลกรัม เพื่อให้สามารถใช้งานได้นานโดยไม่เหนื่อยเกินไป
การจัดการฝุ่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับงานในอาคาร เครื่องรุ่นใหม่หลายรุ่นมีระบบดูดฝุ่นในตัวหรือสามารถต่อเข้ากับเครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรมได้ ช่วยลดปัญหาฝุ่นฟุ้งกระจายและรักษาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย
งานรื้อถอนและก่อสร้างภาคสนาม
งานภาคสนามมีความท้าทายในแง่ของสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ทั้งฝุ่นละอองจำนวนมาก ความร้อน และความชื้น หัวสกัดคอนกรีตแบบลมจึงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมสำหรับงานประเภทนี้
ระบบเครื่องแย๊กลมต้องทำงานร่วมกับเครื่องปั๊มลมที่มีกำลังเพียงพอ โดยทั่วไปต้องการเครื่องปั๊มลมที่จ่ายได้อย่างน้อย 100-125 CFM ที่แรงดัน 90 PSI เพื่อให้หัวสกัดทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
ความทนทานของเครื่องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับงานภาคสนาม เครื่องควรมีโครงสร้างที่แข็งแรง ทนต่อการตกกระแทก และมีระบบป้องกันฝุ่นที่ดี การเลือกแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและมีอะไหล่พร้อมจะช่วยลดปัญหา Downtime ในระหว่างโครงการ
ซื้อหรือเช่าเครื่องสกัดคอนกรีต การตัดสินใจที่คุ้มค่า
การตัดสินใจระหว่างซื้อหรือเช่าต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ไม่มีคำตอบที่เหมาะสมสำหรับทุกสถานการณ์
การซื้อเหมาะสำหรับธุรกิจที่มีงานรื้อถอนหรือก่อสร้างเป็นประจำ ใช้เครื่องอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 วัน มีพื้นที่เก็บรักษาและทีมช่างที่สามารถดูแลบำรุงรักษาเครื่องได้ ข้อดีคือพร้อมใช้งานทันทีและไม่มีค่าใช้จ่ายรายครั้ง
การเช่าเหมาะกับโครงการเฉพาะกิจที่มีระยะเวลาชัดเจน หรือสำหรับธุรกิจที่ต้องการทดลองใช้ก่อนตัดสินใจลงทุน การเช่ายังช่วยให้เข้าถึงเครื่องขนาดใหญ่หรือรุ่นพิเศษได้โดยไม่ต้องลงทุนสูง และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าซ่อมบำรุง
มาตรฐานความปลอดภัยในการใช้เครื่องสกัดคอนกรีต
การใช้งานเครื่องสกัดมีความเสี่ยงหลายประการที่ต้องระมัดระวัง ทั้งการบาดเจ็บจากเศษคอนกรีตกระเด็น การสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง และอาการบาดเจ็บจากแรงสั่นสะเทือน
อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่จำเป็นประกอบด้วย แว่นตานิรภัยหรือ Face Shield สำหรับป้องกันเศษวัสดุกระเด็น ที่อุดหูหรือ Ear Muff สำหรับป้องกันเสียง ถุงมือกันสั่นสะเทือนสำหรับลดผลกระทบต่อมือและแขน และรองเท้านิรภัยหัวเหล็กสำหรับป้องกันเศษคอนกรีตตกใส่เท้า
การจำกัดระยะเวลาการใช้งานต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้พักทุก 30-45 นาที เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนจากแรงสั่นสะเทือน การหมุนเวียนผู้ใช้งานในทีมจะช่วยลดความเสี่ยงของอาการ Hand-Arm Vibration Syndrome ได้
AIRMAN และ Namsang ผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ก่อสร้าง
AIRMAN เป็นแบรนด์ชั้นนำจากญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงด้านอุปกรณ์ก่อสร้างคุณภาพสูง รวมถึงเครื่องอัดอากาศที่เป็นหัวใจสำคัญของระบบเครื่องแย๊กลม ผลิตภัณฑ์ AIRMAN ได้รับการออกแบบมาเพื่อทนทานต่อสภาพแวดล้อมการทำงานที่รุนแรงและให้ประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้
Namsang Chakkol เป็นตัวแทนจำหน่าย AIRMAN อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมให้บริการครบวงจรทั้งจำหน่ายเครื่องใหม่ เครื่องนำเข้าจากญี่ปุ่น และบริการให้เช่าทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทีมวิศวกรและช่างผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาในการเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมถึงบริการหลังการขายและอะไหล่แท้
ด้วยประสบการณ์กว่า 40 ปีในอุตสาหกรรมเครื่องจักรก่อสร้าง Namsang เข้าใจความต้องการของผู้รับเหมาและธุรกิจก่อสร้างในประเทศไทยเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นงานขนาดเล็กหรือโครงการขนาดใหญ่ สามารถให้คำแนะนำที่ตรงจุดและคุ้มค่ากับการลงทุน